รูปนี้สวย ๆ ทั้งนั้นอยากรู้จักก้เข้ามาในบล็อกซิ
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552
เรื่องที่สนใจ

เส้นทางสายดอกไม้
แด่...จังหวัดเชียงใหม่ ที่หนาวมาก
เมื่อลมหนาวมาเยือน นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็มักจะนึกถึงจังหวัดที่อยู่ทางภาคเหนือของไทย เพราะภาคเหนือนั้นจะมีลักษณะอากาศที่หนาวเย็นกว่าภาคกลาง และในปีนี้ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็น ดูเหมือนจะอยู่กับประเทศไทยได้นานกว่าปีที่ผ่านๆ มา ส่งผลให้การวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือได้ขยับขยายระยะเวลาท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ออกไปได้อีกสองเดือนเป็นอย่างน้อย
พูดกันตรงๆ ก็คือว่า ช่วงนี้ (เดือนมกราคม และกุมภาพันธ์) ภาคเหนือนั้นยังน่าเดินทางไปท่องเที่ยวอยู่ นอกจากที่เราจะรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวในภาคเหนือกันเป็นอย่างดีแล้ว ที่คุ้นเคยกันนั้นก็น่าจะเป็นยอดดอยต่างๆ วัดวาอารามที่มีศิลปะอันอ่อนช้อยงดงาม ป่าเขาพงไพร หรือแม้กระทั่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอีกมากมาย วันนี้ผมจึงขอเสนอเส้นทางท่องเที่ยวน่าสนใจอีกเส้นทางหนึ่ง ที่คุณผู้หญิง และผู้ชายที่ชื่นชอบสีสันความงดงามทางธรรมชาติ และพิสมัยในกลิ่นหอมสดชื่นลึกซึ้ง...อิอิ...นั่นก็คือ “การเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางสายดอกไม้”
ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมคงถ่ายทอดเรื่องราวความสวยงามของเส้นทางสายนี้ได้ไม่ดีเท่าไรนัก ถึงแม้ความงดงามของดอกไม้จะมีมากกว่าที่ผมได้บรรยายออกมา ขอแนะนำให้คุณผู้อ่านขณะอ่านไปควรจะคูณด้วยด้วย 10 นั่นแหละครับคือค่าความงดงามที่แท้จริง...ไม่ได้เว่อร์นะครับ และจังหวัดที่ผมได้ไปเที่ยวชมมาในทริปนี้ก็คือจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสุดฮิตที่สุดในภาคเหนือ
ในมุมมอง (ของผม) เชียงใหม่นอกจากจะเป็นเมืองใหญ่ทางการท่องเที่ยวแล้ว คือมีทั้งธรรมชาติสวยสดงดงาม มีตัวเมืองที่ศิวิไลย์เหมือนมหานครกรุงเทพฯ แล้วยังมีสาวๆ น่ารักๆ สวยๆ อีกมากมาย (สาวเชียงใหม่ไม่ต้องอมยิ้ม) อันนี้พูดจากใจจริง ไม่เชื่อไปลองสังเกตดูช่วงค่ำๆ เจ้าหล่อนละอ่อนๆ จะมาปรากฏตัวอยู่รายรอบ มช. ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมเขียนถึงจังหวัดเชียงใหม่ในมุมมองของเส้นทางสายดอกไม้
เส้นทางสายดอกไม้ของผมเริ่มต้นที่ เชียงใหม่ ซู อคาเรียม ที่นี่ไม่เกี่ยวกับดอกไม้หรอกครับ แต่ที่เข้าไปเที่ยวเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ แบบว่าไม่อยากตกเทรน เลยเข้าไปดูเสียหน่อยว่าน่าสนใจหรือเปล่า
เชียงใหม่ ซู อคาเรียม ใช้เวลาการก่อสร้างถึง 3 ปี ตั้งอยู่ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ (ทางไปดอยสุเทพ นี่แหละครับ) การซื้อบัตรเข้าชม นั้นสามารถซื้อได้ตั้งแต่ประตูหน้าทางเข้าสวยสัตว์ได้เลย โดยซื้อเป็นแพ็คเก็จรวมเที่ยวชมสวนสัตว์บก และซื้อบัตรชมเชียงใหม่ ซู อคาเรียม ไปด้วย ราคาจะถูกกว่าไปแยกซื้อข้างใน ก็ถูกกว่า 20 บาท ถ้าไปซื้อข้างในหน้าอควาเรียม ราคาจะอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 190 บาท เด็ก 70 บาท เด็กที่ส่วนสูงไม่ถึง 90 เซนติเมตร เข้าฟรี อย่าพึ่งบ่นกันว่าแพงนะครับ เพราะค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง และค่าบำรุงรักษาอควาเรียมนั้นสูงมากจริงๆ กว่าจะได้ทุนคืนก็คงต้องใช้เวลาหลายปีอยู่
ภายใน เชียงใหม่ ซู อคาเรียม ดูกว้างใหญ่มีสัตว์น้ำมากมายหลายชนิด ทั้งสัตว์น้ำจืด และสัตว์น้ำเค็ม ล้วนมากมายไปด้วยปลาตัวใหญ่ๆ แปลกๆ เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน ปลาไหลไฟฟ้า ปลาบึก ปลาตัวใหญ่ๆ เหล่านี้ถือเป็นไฮไลท์ของอควาเรียม ทั้งยังเดินทางมาจากลุ่มน้ำใหญ่อย่างเช่น อเมซอน แม่น้ำโขง
แด่...จังหวัดเชียงใหม่ ที่หนาวมาก
เมื่อลมหนาวมาเยือน นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็มักจะนึกถึงจังหวัดที่อยู่ทางภาคเหนือของไทย เพราะภาคเหนือนั้นจะมีลักษณะอากาศที่หนาวเย็นกว่าภาคกลาง และในปีนี้ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็น ดูเหมือนจะอยู่กับประเทศไทยได้นานกว่าปีที่ผ่านๆ มา ส่งผลให้การวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือได้ขยับขยายระยะเวลาท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ออกไปได้อีกสองเดือนเป็นอย่างน้อย
พูดกันตรงๆ ก็คือว่า ช่วงนี้ (เดือนมกราคม และกุมภาพันธ์) ภาคเหนือนั้นยังน่าเดินทางไปท่องเที่ยวอยู่ นอกจากที่เราจะรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวในภาคเหนือกันเป็นอย่างดีแล้ว ที่คุ้นเคยกันนั้นก็น่าจะเป็นยอดดอยต่างๆ วัดวาอารามที่มีศิลปะอันอ่อนช้อยงดงาม ป่าเขาพงไพร หรือแม้กระทั่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอีกมากมาย วันนี้ผมจึงขอเสนอเส้นทางท่องเที่ยวน่าสนใจอีกเส้นทางหนึ่ง ที่คุณผู้หญิง และผู้ชายที่ชื่นชอบสีสันความงดงามทางธรรมชาติ และพิสมัยในกลิ่นหอมสดชื่นลึกซึ้ง...อิอิ...นั่นก็คือ “การเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางสายดอกไม้”
ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมคงถ่ายทอดเรื่องราวความสวยงามของเส้นทางสายนี้ได้ไม่ดีเท่าไรนัก ถึงแม้ความงดงามของดอกไม้จะมีมากกว่าที่ผมได้บรรยายออกมา ขอแนะนำให้คุณผู้อ่านขณะอ่านไปควรจะคูณด้วยด้วย 10 นั่นแหละครับคือค่าความงดงามที่แท้จริง...ไม่ได้เว่อร์นะครับ และจังหวัดที่ผมได้ไปเที่ยวชมมาในทริปนี้ก็คือจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสุดฮิตที่สุดในภาคเหนือ
ในมุมมอง (ของผม) เชียงใหม่นอกจากจะเป็นเมืองใหญ่ทางการท่องเที่ยวแล้ว คือมีทั้งธรรมชาติสวยสดงดงาม มีตัวเมืองที่ศิวิไลย์เหมือนมหานครกรุงเทพฯ แล้วยังมีสาวๆ น่ารักๆ สวยๆ อีกมากมาย (สาวเชียงใหม่ไม่ต้องอมยิ้ม) อันนี้พูดจากใจจริง ไม่เชื่อไปลองสังเกตดูช่วงค่ำๆ เจ้าหล่อนละอ่อนๆ จะมาปรากฏตัวอยู่รายรอบ มช. ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมเขียนถึงจังหวัดเชียงใหม่ในมุมมองของเส้นทางสายดอกไม้
เส้นทางสายดอกไม้ของผมเริ่มต้นที่ เชียงใหม่ ซู อคาเรียม ที่นี่ไม่เกี่ยวกับดอกไม้หรอกครับ แต่ที่เข้าไปเที่ยวเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ แบบว่าไม่อยากตกเทรน เลยเข้าไปดูเสียหน่อยว่าน่าสนใจหรือเปล่า
เชียงใหม่ ซู อคาเรียม ใช้เวลาการก่อสร้างถึง 3 ปี ตั้งอยู่ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ (ทางไปดอยสุเทพ นี่แหละครับ) การซื้อบัตรเข้าชม นั้นสามารถซื้อได้ตั้งแต่ประตูหน้าทางเข้าสวยสัตว์ได้เลย โดยซื้อเป็นแพ็คเก็จรวมเที่ยวชมสวนสัตว์บก และซื้อบัตรชมเชียงใหม่ ซู อคาเรียม ไปด้วย ราคาจะถูกกว่าไปแยกซื้อข้างใน ก็ถูกกว่า 20 บาท ถ้าไปซื้อข้างในหน้าอควาเรียม ราคาจะอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 190 บาท เด็ก 70 บาท เด็กที่ส่วนสูงไม่ถึง 90 เซนติเมตร เข้าฟรี อย่าพึ่งบ่นกันว่าแพงนะครับ เพราะค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง และค่าบำรุงรักษาอควาเรียมนั้นสูงมากจริงๆ กว่าจะได้ทุนคืนก็คงต้องใช้เวลาหลายปีอยู่
ภายใน เชียงใหม่ ซู อคาเรียม ดูกว้างใหญ่มีสัตว์น้ำมากมายหลายชนิด ทั้งสัตว์น้ำจืด และสัตว์น้ำเค็ม ล้วนมากมายไปด้วยปลาตัวใหญ่ๆ แปลกๆ เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน ปลาไหลไฟฟ้า ปลาบึก ปลาตัวใหญ่ๆ เหล่านี้ถือเป็นไฮไลท์ของอควาเรียม ทั้งยังเดินทางมาจากลุ่มน้ำใหญ่อย่างเช่น อเมซอน แม่น้ำโขง
บทความวิชาการ
ประวัติประวัติ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น โดยตั้งแต่ครั้งที่ 1 ได้จัดงานขึ้นที่ บริเวณคุรุสภา และ ถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ และได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน เป็นประจำทุกปี
งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2546 ได้ย้ายสถานที่จัดงาน ไปยัง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และพร้อมกันนั้น ได้จัด งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ(Bangkok International Book Fair) ควบคู่ไปด้วย โดยในปี พ.ศ. 2551 นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26 – 30 มี.ค. พ.ศ. 2551 ในขณะที่ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 นั้น จัดงานในช่วงระหว่างวันที่ 26 มี.ค. – 7 เม.ย. พ.ศ. 2551
วัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จัดขึ้นเพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ครู และ บรรณารักษ์ ได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจ เทคนิควิธีการส่งเสริมการอ่าน แก่เด็กและเยาวชน อย่างเหมาะสม และได้ผล
นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทย ได้สัมผัสกับหนังสือจากนานาชาติ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และมองเห็นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือในต่างประเทศ และขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติ ได้สัมผัสกับหนังสือไทย และยังเป็นสื่อกลางในการสร้างโอกาสให้กับนักเขียน และสำนักพิมพ์ของไทย ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ให้กับต่างประเทศ
ผลทางอ้อมของการจัดงาน คือจะได้เป็นการส่งเสริม ให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทย เกิดความตื่นตัว ปรับปรุง และพัฒนา การผลิตหนังสือ ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ตลอดจนได้กระตุ้นการเรียนรู้ และปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อย่างถูกต้อง
แหล่งข้อมูลอื่น
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น โดยตั้งแต่ครั้งที่ 1 ได้จัดงานขึ้นที่ บริเวณคุรุสภา และ ถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ และได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน เป็นประจำทุกปี
งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2546 ได้ย้ายสถานที่จัดงาน ไปยัง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และพร้อมกันนั้น ได้จัด งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ(Bangkok International Book Fair) ควบคู่ไปด้วย โดยในปี พ.ศ. 2551 นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26 – 30 มี.ค. พ.ศ. 2551 ในขณะที่ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 นั้น จัดงานในช่วงระหว่างวันที่ 26 มี.ค. – 7 เม.ย. พ.ศ. 2551
วัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จัดขึ้นเพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ครู และ บรรณารักษ์ ได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจ เทคนิควิธีการส่งเสริมการอ่าน แก่เด็กและเยาวชน อย่างเหมาะสม และได้ผล
นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทย ได้สัมผัสกับหนังสือจากนานาชาติ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และมองเห็นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือในต่างประเทศ และขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติ ได้สัมผัสกับหนังสือไทย และยังเป็นสื่อกลางในการสร้างโอกาสให้กับนักเขียน และสำนักพิมพ์ของไทย ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ให้กับต่างประเทศ
ผลทางอ้อมของการจัดงาน คือจะได้เป็นการส่งเสริม ให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทย เกิดความตื่นตัว ปรับปรุง และพัฒนา การผลิตหนังสือ ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ตลอดจนได้กระตุ้นการเรียนรู้ และปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อย่างถูกต้อง
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น โดยตั้งแต่ครั้งที่ 1 ได้จัดงานขึ้นที่ บริเวณคุรุสภา และ ถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ และได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน เป็นประจำทุกปี
งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2546 ได้ย้ายสถานที่จัดงาน ไปยัง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และพร้อมกันนั้น ได้จัด งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ(Bangkok International Book Fair) ควบคู่ไปด้วย โดยในปี พ.ศ. 2551 นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26 – 30 มี.ค. พ.ศ. 2551 ในขณะที่ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 นั้น จัดงานในช่วงระหว่างวันที่ 26 มี.ค. – 7 เม.ย. พ.ศ. 2551
วัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จัดขึ้นเพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ครู และ บรรณารักษ์ ได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจ เทคนิควิธีการส่งเสริมการอ่าน แก่เด็กและเยาวชน อย่างเหมาะสม และได้ผล
นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทย ได้สัมผัสกับหนังสือจากนานาชาติ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และมองเห็นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือในต่างประเทศ และขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติ ได้สัมผัสกับหนังสือไทย และยังเป็นสื่อกลางในการสร้างโอกาสให้กับนักเขียน และสำนักพิมพ์ของไทย ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ให้กับต่างประเทศ
ผลทางอ้อมของการจัดงาน คือจะได้เป็นการส่งเสริม ให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทย เกิดความตื่นตัว ปรับปรุง และพัฒนา การผลิตหนังสือ ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ตลอดจนได้กระตุ้นการเรียนรู้ และปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อย่างถูกต้อง
แหล่งข้อมูลอื่น
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น โดยตั้งแต่ครั้งที่ 1 ได้จัดงานขึ้นที่ บริเวณคุรุสภา และ ถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ และได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน เป็นประจำทุกปี
งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2546 ได้ย้ายสถานที่จัดงาน ไปยัง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และพร้อมกันนั้น ได้จัด งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ(Bangkok International Book Fair) ควบคู่ไปด้วย โดยในปี พ.ศ. 2551 นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 26 – 30 มี.ค. พ.ศ. 2551 ในขณะที่ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 นั้น จัดงานในช่วงระหว่างวันที่ 26 มี.ค. – 7 เม.ย. พ.ศ. 2551
วัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จัดขึ้นเพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ครู และ บรรณารักษ์ ได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจ เทคนิควิธีการส่งเสริมการอ่าน แก่เด็กและเยาวชน อย่างเหมาะสม และได้ผล
นอกจากนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทย ได้สัมผัสกับหนังสือจากนานาชาติ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และมองเห็นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือในต่างประเทศ และขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติ ได้สัมผัสกับหนังสือไทย และยังเป็นสื่อกลางในการสร้างโอกาสให้กับนักเขียน และสำนักพิมพ์ของไทย ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ให้กับต่างประเทศ
ผลทางอ้อมของการจัดงาน คือจะได้เป็นการส่งเสริม ให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทย เกิดความตื่นตัว ปรับปรุง และพัฒนา การผลิตหนังสือ ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ตลอดจนได้กระตุ้นการเรียนรู้ และปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อย่างถูกต้อง
แนะนำตัว
นิภา งามแสง
จบการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (บธ.บ.)
ปัจจุบัน เรียนป.บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
ที่อยู่ 60 หมู่ 2 ต. บางเตย อ.บ้านสร้าง จ. ปราจีนบุรี 25150
ที่ทำงาน วิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี
ที่อยู่ 202 หมู่ 3 ต.ลาดตะเคียน อ. กบินทร์บุรี จ. ปราจีนบุรี 25110
อาชีพ ครู
ชอบเที่ยว
- ภูเขา ทางภาคเหนือ
- ทะเล ทางภาคตะวันออก
ชอบอ่านหนังสือ
- นวนิยาย
ชอบอาหาร
- ข้าวคลุกกะปิ
จบการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (บธ.บ.)
ปัจจุบัน เรียนป.บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
ที่อยู่ 60 หมู่ 2 ต. บางเตย อ.บ้านสร้าง จ. ปราจีนบุรี 25150
ที่ทำงาน วิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี
ที่อยู่ 202 หมู่ 3 ต.ลาดตะเคียน อ. กบินทร์บุรี จ. ปราจีนบุรี 25110
อาชีพ ครู
ชอบเที่ยว
- ภูเขา ทางภาคเหนือ
- ทะเล ทางภาคตะวันออก
ชอบอ่านหนังสือ
- นวนิยาย
ชอบอาหาร
- ข้าวคลุกกะปิ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)